7 เทรนด์ปี 2022 ที่ HR ต้องจับตา ถ้าไม่อยากเอาท์



ปฏิเสธไมได้ว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน หลายภาคธุรกิจได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยเฉพาะในส่วนของงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR ที่ต้องดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น


อย่างไรก็ตามแม้ว่าการรับมือกับสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น นับเป็นความท้าทาย แต่การรับมือกับโลกการทำงานหลังจากวิกฤตการณ์นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งกว่า WellExp จึงได้นำข้อมูลแนวโน้มที่สำคัญมาแบ่งปัน เพื่อให้ HR และองค์กรตั้งรับกับโลก HR ที่จะเปลี่ยนไปนับจากนี้


1. HR จะไม่ใช่แค่ดูแลบุคคล แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์องค์กร (Deeper Role in Corporate Strategy)


การจัดการทรัพยากรมนุษย์จะมีบทบาทมากขึ้นในกลยุทธ์ขององค์กร ตราบใดที่ฝ่าย HR สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของพนักงานที่อาจส่งผลต่อองค์กรได้ โดยการเพิ่มมูลค่าเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรนี้ ทีม HR จะมีบทบาทอย่างเข้มข้นมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร


ยิ่งไปกว่านั้น งาน HR ที่นอกจากจะต้องหากลยุทธ์ หรือเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรแล้ว ตัว HR เองก็ต้องเพิ่มพูนทักษะของตนเองด้วย เพราะในอนาคต สายอาชีพด้าน HR จะได้รับการพัฒนารับรองในระดับความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น เช่น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล HR ผู้เชี่ยวชาญด้านประสบการณ์พนักงาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR เป็นต้น


2. สุขภาพของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ (Employee Wellness is a Priority)


วิธีการที่จะสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรให้มีประสิทธิภาพนั้น ความเป็นอยู่ที่ดี หรือสวัสดิการด้านสุขภาพที่พนักงานควรจะได้รับ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ HR หรือองค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ยิ่งในปัจจุบัน จากการที่พนักงานนั้นมีความเครียดมากกว่าแต่ก่อน นอกจากโปรแกรมประกันสุขภาพที่หลายองค์กรมีให้พนักงาน อีกโปรแกรมที่ควรเพิ่มเติมคือโปรแกรมรักษาสุขภาพจิต เพื่อให้พนักงานมีทางออกเวลาต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติการณ์ที่เป็นอยู่ได้ รวมไปถึงสวัสดิการแบบยืดหยุ่น ที่สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละคน รวมถึงสามารถตอบสนองการทำงานในรูปแบบ Hybrid working มากขึ้น


3. งาน HR จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น (More Data-Driven HR)


HR กับข้อมูลพนักงงานเป็นของคู่กัน ถึงเวลาที่จะต้องนำข้อมูลนั้นมาใช้เกิดประโยชน์มากขึ้นในโลกของ Digital Disruption ด้วยวิธีการ HR analytics เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการตัดสินใจและคาดการณ์เกี่ยวกับพนักงานได้มากขึ้น


โดยการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ สามารถเป็นตัวชี้วัดความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับพนักงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นอัตราการลาออก การตอบรับของพนักงาน การขาดงาน และรายได้ต่อพนักงาน นำไปสู่การหาสาเหตุจากตัวเลขต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ HR ได้หาแนวทางรับมือและป้องกันปัญหาของบุคลากรที่อาจตามมาได้


4. ทักษะเดิมก็ต้องใช้ ทักษะใหม่ก็ต้องโดน (A Focus on Reskilling Workers)


การระบาดครั้งยิ่งใหญ่ของไวรัสทำให้หลายบริษัทต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินธุรกิจ ทักษะใหม่ๆ ที่สำคัญที่สามารถรับมือและทำให้พนักงานก้าวทันการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ HR จะต้องมุ่นเน้น ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้สื่อสารและการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น รวมไปถึงทักษะหรือบทเรียนใดที่พนักงานแต่ละคนจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเพื่อการพัฒนาศักยภาพตนเองให้เพิ่มมากขึ้น (Learning and Development)


5. รับมือกับความหลากหลาย (Dealing with Diversity)


หลายองค์กรในขณะนี้ อาจต้องรับมือกับคนหลายยุคด้วยกัน ตั้งแต่ Baby boomers, Gen X, Millennials และ Gen Z แม้ว่าโดยรวมแต่ละคนต่างให้ความสำคัญในผลตอบแทนมาเป็นอันดับต้นๆ แต่ผลตอบแทนไม่ใช่ประเด็นเดียวที่จะทำให้พนักงานนั้นมีความภักดีกับองค์กรในระยะยาวได้ โดยคนรุ่นใหม่จะได้ความสำคัญเกี่ยวกับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากกว่าคนรุ่นอื่น และด้วยความที่คนรุ่นนี้เติบโตมากับเทคโนโลยี ทำให้มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนรุ่นนี้ขาดทักษะในเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหรือ Soft Skill ไม่เหมือนกับคนรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานร่วมกันมามากกว่าคนรุ่นใหม่


อีกประเด็นที่สำคัญที่ HR และองค์กรนั้นต้องจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลาย (Diversity) ความเสมอภาค (Equity) และการไม่แบ่งแยก (Inclusion) ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดดราม่าได้ง่ายและกระจายได้รวดเร็วมากในโลกที่สังคมออนไลน์นั้นเชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉาะพคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับการจัดการเชิงระบบที่ยืดเยื้อ และการเลือกปฏิบัติ HR และองค์กรต้องแน่ใจว่าแนวปฏิบัติที่มีอยู่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใน 3 ข้อนี้

6. ตอบสนองพนักงานให้ได้แบบลูกค้า (Consumerization in the Workplace)


ด้วยอัตรการว่างงานในช่วงของการระบาด ทำให้พนักงานมีความกังวลในเส้นทางอาชีพของตนเองเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่พนักงานต้องการคือ ความโปร่งใสของนโยบายจ้างงาน รวมถึงต้องการประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่มพูนทักษะการทำงาน ที่สามารถทำให้พวกเขาคิดและตัดสินใจในบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ เพราะสิ่งนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองได้ทำงานที่มีคุณค่าให้กับองค์กร และสิ่งที่จะทำให้ HR จะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพนี้ไว้ได้ คือการปรับมุมมองในการตอบสนองต่อพนักงาน ให้เหมือนกับตอบสนองลูกค้าขององค์กร


7. สิทธิประโยชน์ต้องทันยุค ฉุดอัตราการลาออกให้ลดลง (Modern Benefits to Boost Retention)


แนวโน้มต่อไปในอนาคตคือ องค์กรมากกว่าหนึ่งในสาม มีการพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา รวมไปถึงมีการพิจารณาปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการให้ดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ๆ ให้มากขึ้น


โดยเฉพาะในช่วงการระบาดที่ผ่านมา รูปแบบการทำงานแปลี่ยนไปเป็น WFH มากขึ้น หรือไม่ก็เป็นการผลัดกันเข้าออฟฟิศ สวัสดิการในรูปแบบเดิมเช่น ชา กาแฟ ขนม หรือสวัสดิการที่ให้ในออฟฟิศอาจไม่ตอบโจทย์หรืออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานอีกต่อไป


โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นแพลตฟอร์มเปลี่ยนโลกสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นรับกับการทำงานแบบ Hybrid Working มากขึ้น เพราะสามารถจัดการเรื่องให้และรับสวัสดิการได้ทางออนไลน์โดยอัตโนมัติ โดยพนักงานแต่ละคนเมื่อ Log in เข้าสู่ระบบก็จะพบกับภารกิจที่บริษัทได้กำหนด เพื่อให้พนักงานปฏิบัติเพื่อรับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ ที่สามารถดำเนินการแลกได้จากแฟตฟอร์มโดยตรง ไม่ต้องผ่าน HR ลดทั้งเวลาและความยุ่งยากในขั้นตอนต่างๆ ให้ง่ายและสะดวกขึ้น

อีกทั้งแพลตฟอร์มสวัสดิการแบบยืดหยุ่น ช่วยให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า หลายองค์กรคงเคยประสบกับปัญหาที่ตั้งงบสวัสดิการรายปีไป แต่พนักงานใช้ไม่ถึงครึ่ง ทำให้เป็นการสูญเงินโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับแพลตฟอร์มสวัสดิการแบบยืดหยุ่นนั้น จะประกอบไปด้วยสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ให้พนักงานสามารถเลือกได้ในสิ่งที่ตนเองนั้นต้องการ ทำให้งบประมาณที่จัดลงไปไม่สูญเปล่าเหมือนดังแต่ก่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังประหยัดในเรื่องของค่าดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำเพื่อให้ได้สวัสดิการนั้นๆ เพราะพนักงานแต่ละคนสามารถกดรับสวัสดิการต่างๆ ได้ผ่านแพลตฟอร์ม

โดยแพลตฟอร์มลักษณะนี้ ยังให้พนักงานสามารถเลือกสวัสดิการของตนเอง หรือปรับเปลี่ยนแบบแผนสวัสดิการเดิมให้ครอบคลุมความต้องการของแต่ละคนมากขึ้น เช่น แผนการรักษาพยาบาล ประกันสุขภาพต่างๆ ที่อาจรวมไปถึงครอบครัว หรือใครที่กังวลเรื่องอุบัติเหตุมากกว่าก็อาจปรับแผนประกันให้ครอบคลุมส่วนนั้นมากขึ้น รวมไปถึงสามารถเปลี่ยนวันลาพักร้อนที่เหลือไปเป็นการลงทุน สิ่งของ หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ต้องการได้ เป็นต้น


ตามแนวโน้มแต่ละข้อที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่ HR ต้องแตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติของงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวและเตรียมการได้ก่อน ก็จะทำให้กลายเป็นข้อได้เปรียบและเป็นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้


โดยประเด็นหลักใหญ่ๆ ที่ HR ต้องมุ่งเน้นคือ การค้นหาวิธีการใหม่ในการรักษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน โดยจะมีวิธีการและเทคโนโลยีใดที่จะทำให้พนักงานที่มีความหลากหลายและต่างเจเนอเรชั่น สามารถมีส่วนร่วมและมีแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันกับองค์กร


ข้อมูลอ้างอิง

https://financesonline.com/hr-trends/

https://www.hrexchangenetwork.com/hr-talent-management/articles/the-6-biggest-challenges-hr-faces-in-a-post-covid-world

3 Ways Companies Can Use Technology to Individualize Employee Benefits (benify.com)